ตัวอย่าง AI Use Case ทางด้านAutomotive
อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มใช้ AI ในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ โดยในขณะนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นกลุ่มที่มีการใช้ AI ในระดับปานกลางนำหน้ากลุ่ม Oil & Gas แต่ยังคงตามหลังกลุ่มการเงินและค้าปลีก ในปี 2020 มีการสำรวจโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 500 แห่งทั่วโลก พบว่า มากกว่า 25% ของโรงงานเหล่านั้นเริ่มมีการนำ AI มาใช้จริง และมีเพียง 26% เท่านั้นที่ยังไม่ได้เริ่มวางแผนหรือพัฒนา AI
เมื่อสำรวจลึกลงไปถึงตัวอย่าง use case ของ AI ในอุตสาหกรรมนี้ พบว่า AI ถูกนำมาใช้ตั้งแต่การทำ research & development (R&D) เพื่อออกแบบยานยนต์ การผลิต ไปจนถึงการขาย และการบริการหลังการขาย โดยเราจะนำเสนอตัวอย่าง use case ในแต่ละขั้นตอนที่ถูกใช้จริงในบริษัทรถยนต์แต่ละแห่ง
ตัวอย่างการใช้ AI ในกระบวนการ R&D
ในปี 2018 บริษัท General Motor (GM) และ Autodesk ได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาระบบ AI ชื่อว่า Dreamcatcher ซึ่งมีความสามารถในการออกแบบชิ้นส่วนต่าง ๆ ในรูปแบบสามมิติจาก requirement ที่กำหนดให้ เช่น จุดประสงค์หรือการใช้งานของชิ้นงานนั้น ๆ วัสดุที่ ต้องการใช้ กระบวนการผลิต และน้ำหนักที่มากที่สุดที่เป็นไปได้ของชิ้นส่วนนั้น จากนั้น AI จะออกแบบชิ้นส่วนนั้น ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดภายใต้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด โดยระบบ Dreamcatcher ทำให้บริษัท GM สามารถออกแบบตัวยึดเข็มขัดนิรภัยที่มีความแข็งแรงมากขึ้น 20% แต่มีน้ำหนักเบาลงถึง 40% เมื่อเทียบกับการออกแบบโดยมนุษย์
ตัวอย่างการใช้ AIในการผลิต
ถ้ากล่าวถึงการใช้ AI ในการผลิตรถยนต์นั้น คนส่วนมากอาจจะนึกถึงการใช้หุ่นยนต์ในการประกอบชิ้นส่วนรถยนต์เข้าด้วยกันอย่างอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริงยังมี use case อื่น ๆ ของ AI ที่สามารถพัฒนาได้ง่ายภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ AI ควบคู่กับกล้องเพื่อทำการควบคุมคุณภาพการผลิต เช่น ตรวจจับรอยขีดข่วนบนชิ้นงานตรวจสอบชิ้นส่วนหรือสีของอุปกรณ์ว่าประกอบได้ตรงกับรุ่นที่ต้องการ หรือติดสัญลักษณ์ต่าง ๆ ถูกตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งช่วยลดเวลาที่ต้องใช้คนในการเดินตรวจสิ่งต่าง ๆ รอบคันไปได้มากทีเดียว ในปัจจุบันบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างเช่น Audi, และ Volkswagen ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีกันบ้างแล้ว
ตัวอย่างการใช้ AI ในการขาย
เช่นเดียวกันกับธุรกิจใน sector อื่น ๆ ที่มีการใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการขาย ในธุรกิจรถยนต์อย่างเช่นบริษัท Volkswagen ได้มีการพัฒนา AI เพื่อพยากรณ์ยอดขายของรถยนต์มากกว่า 250 รุ่น ใน 120 ประเทศทั่วโลก โดยพิจารณาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพอากาศ ภูมิประเทศ เป็นต้น
ซึ่งระบบนี้ทำให้ Volkswagen สามารถวางแผนการผลิตและจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Volkswagen ยังได้ใช้ AI เพื่อเลือกช่องทางการโฆษณาเพื่อให้โฆษณาถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้มากกว่าการยิงโฆษณาแบบสุ่ม
ตัวอย่างการใช้ AI ในบริการหลังการขาย และการซ่อมบำรุง
ทุกวันนี้มีบริการติดตั้งอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) หรือ sensor บนรถยนต์เพื่อให้เก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น เสียง, การสั่นสะเทือน และส่งข้อมูลมายัง application บนมือถือ ซึ่งมีระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำการประมาณ เวลาที่ควรจะเปลี่ยนอะไหล่แต่ละชิ้นในครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังช่วยหาการทำงานที่ผิดปกติ และแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รถทราบทำให้ซ่อมบำรุงได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะก่อความเสียหายได้อีกด้วย
โดยบริษัท Volvo ได้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีนี้กับรถบรรทุกและพบว่าสามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์จุดชำรุดได้ถึง 70% และลดเวลาการซ่อมแซมได้ถึง 20% เนื่องจากทางศูนย์ซ่อมสามารถวางแผนสั่งซื้ออะไหล่ได้ล่วงหน้า ซึ่งการลด downtime ของรถยนต์นั้นช่วยเพิ่มความสามารถในการทำรายได้ให้กับบริษัทขนส่งต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ